สรุปรีวิว iPhone 11 ทั้งสามรุ่น: กล้องดีเทียบชั้นเรือธง Android, แบตเตอรีใช้งานได้นานขึ้น

by hinatasenjou
18 September 2019 - 08:18

ดาวเด่นในงาน Keynote เดือนกันยายนของทุกปีนั้น อย่างไรก็ต้องเป็น iPhone ที่แอปเปิลมักเปิดตัวรุ่นใหม่พร้อมอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ iPhone 11 ที่หลายสื่อเห็นตรงกันว่ามีกล้องที่ดีสุดในกลุ่มสมาร์ทโฟนของปีนี้ รวมทั้งจัดการพลังงานได้ดี ถ้าใช้งานทั่วไปก็ไม่ต้องพึ่งแบตเตอรีสำรองอีกด้วย

ตัวเครื่องของทั้งสามรุ่นยังคงดีไซน์คล้ายกับรุ่นที่ผ่านมา ทว่าปรับแก้รายละเอียดในบางจุดแทน เริ่มต้นที่ iPhone 11 ที่มีขนาด 6.1” โดยเข้ามาแทนตำแหน่งของ iPhone XR ของปีที่แล้วแต่ใช้ชุดกล้องทรงสี่เหลี่ยมแบบเดียวกับ iPhone 11 Pro, 11 Pro Max แทน และเป็น iPhone ที่มีสีให้เลือกมากที่สุดถึง 6 สี ได้แก่ ขาว, ดำ, แดง, เหลือง ที่ใช้มาตั้งแต่ iPhone XR และเปลี่ยนฟ้ากับสีส้มเป็นสีเขียวกับม่วงแทน

ถัดมาที่รุ่น iPhone 11 Pro, 11 Pro Max จะมาแทน iPhone XS, XS Max ซึ่งจะมีขนาดเครื่อง 5.8” และ 6.5” และมีสีวางจำหน่าย 4 สีโดยนำสีเทา Space Gray, เงิน Silver, ทอง Gold และเพิ่มสีเขียว Midnight Green มาเป็นสีใหม่และทำกระจกหลังให้เป็นเนื้อด้าน ทำให้ลดรอยนิ้วมือกับคราบสกปรกติดบนเครื่องและทำให้จับเครื่องได้มั่นคงกว่าเดิม นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังผ่านการการันตี IP68 กันน้ำที่ความลึก 2 เมตรเป็นเวลา 30 นาทีอีกด้วย

หน้าจอของ iPhone 11 จะใช้ Liquid Retina เหมือน iPhone XR แต่รุ่น Pro จะได้หน้าจอ “Super Retina XDR” เป็นหน้าจอ OLED ที่ได้มาตรฐาน HDR10 ที่สามารถเร่งความสว่างไปได้ถึง 1,200 nit ทำงานร่วมกับระบบ True Tone และเซนเซอร์ปรับแสงตามสภาพแวดล้อม ซึ่งแอปเปิ้ลได้เคลมไว้ว่าหน้าจอนี้ประหยัดพลังงานกว่าจอแบบเดิม 15% เลยทำให้ iPhone 11 Pro ใช้งานได้นานขึ้น เมื่อทำงานควบคู่กับชิปเซ็ต A13 Bionic ที่ประหยัดพลังงานกว่า A12 Bionic 30% ทำให้สื่อหลายเจ้ากล่าวตรงกันว่า iPhone 11 Pro, 11 Pro Max สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานกว่า iPhone XS, XS Max อย่างชัดเจน

โดย iPhone 11 จะใช้งานได้ราว 11 ชั่วโมง 20 นาทีไล่เลี่ยกับ iPhone XR ตามด้วย iPhone 11 Pro ที่ใช้งานได้ราว 12 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่า iPhone XS ที่ใช้ได้ราว 9 ชั่วโมงครึ่ง ส่วน iPhone 11 Pro Max จะใช้ได้เฉลี่ย 12-14 ชั่วโมงในขณะที่ iPhone XS Max นั้นทำได้เพียง 9-10 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ยังรองรับ Fast Charge 18 วัตต์อีกด้วย ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าต้องชาร์จแบตเตอรีระหว่างวันเลย

กล้องของ iPhone 11 ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะทำกล้องหน้า Slofie ที่ถ่ายสโลวโมชั่นได้ 120 เฟรมต่อวินาทีสำหรับคนชอบการถ่ายคลิปขึ้นโซเชียล ส่วนกล้องหลังมีฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง ได้แก่กล้องถ่ายภาพมุมกว้าง (Wide-angle) ได้ภาพที่คล้ายกับการใช้เลนส์ 13mm. ของกล้อง SLR และถ้าเป็นรุ่น Pro จะสามารถซูม 2X ได้ด้วยเลนส์เทเลโฟโต้อีกด้วย

โหมดถ่ายภาพกลางคืน (Night mode) ที่เพิ่งมาใหม่ใน iPhone 11 เองก็เป็นอีกโหมดที่ช่วยให้คนชอบถ่ายภาพเวลากลางคืนสามารถเก็บภาพที่สว่างสวยไม่แพ้สมาร์ทโฟนเรือธงของ Android หลาย ๆ รุ่น เช่นทาง Tomsguide ก็เห็นว่า Night mode นี้เทียบชั้นกับ Google Pixel 3, Huawei P30 Pro, Samsung Galaxy S10 ได้ทีเดียว รวมทั้งแสดงภาพตัวอย่างว่า Night mode ของ iPhone 11 Pro สามารถถ่ายภาพดอกไม้ในห้องมืดได้ดีขึ้นโดยเห็นกลีบดอกไม้แยกเป็นกลีบ ๆ ได้ชัดเจนเมื่อเทียบกับ iPhone XS Max นั้นจะได้ภาพที่มืดจนแทบไม่เห็นกลีบดอกไม้เลย นอกจากนี้ระบบยังช่วยเกลี่ยสีให้เฉดกลมกลืน สมจริงและภาพไม่แบน, ไม่สว่างเป็นจุดหรือมืดเกินไปจนหลายสื่อเองก็กล่าวว่า Night mode ของแอปเปิ้ลนั้นทำมาได้น่าประทับใจมาก (Apple's version is impressive.)

นอกจากนี้แอปเปิ้ลได้ใช้เทคโนโลยี Deep Fusion ที่ใช้ระบบ Machine Learning เข้ามาประมวลผลภาพให้สวยขึ้น และเมื่อนำไปเทียบกับ iPhone XS จะเห็นว่าการเกลี่ยสีและการทำ HDR ของกล้องก็ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อถ่ายภาพคนแล้วสามารถเกลี่ยสีผิวได้สม่ำเสมอกว่าเดิม ทำให้หลายสื่อกล่าวว่ากล้องของ iPhone 11 เป็นกล้องสมาร์ทโฟนที่ถ่ายภาพได้ดีที่สุดในปีนี้ทีเดียว

ทว่า iPhone 11 ก็มีข้อสังเกตอยู่หลายอย่าง ทั้งเปลี่ยน 3D Touch ออกเป็น Haptic Touch แบบที่ใช้ใน iPhone XR ที่มีฟีเจอร์น้อยกว่า ซึ่งแทนที่จะมีฟังก์ชั่นการกดลงน้ำหนักลงไปที่แอพต่าง ๆ เพื่อเรียกทางลัดขึ้นมาใช้หรือกดขยายดูภาพในโซเชียลได้ ฯลฯ ก็จะเหลือแค่การแตะค้างไว้ที่ฟังก์ชั่นที่กำหนด โดยหลัก ๆ จะอยู่ที่การเปิดปิดโหมด True Tone โดยแตะค้างที่แถบปรับความสว่างหน้าจอใน Action Center, แตะค้างที่ Spacebar บนแป้นพิมพ์เพื่อเลื่อนจุดพิมพ์แทนที่จะกดตรงปุ่มไหนบนแป้นก็ได้เป็นต้น

หรือแม้แต่ระบบ Fast Charge 18 วัตต์เอง แม้ iPhone 11 จะใช้งานได้แต่ก็ต้องซื้อหัวปลั๊กและสายชาร์จเพิ่ม ไม่เหมือน iPhone 11 Pro, 11 Pro Max ที่แถมมาให้ในกล่อง รวมทั้งความจุเริ่มต้นที่ 64GB ที่อาจจะไม่พอใช้ในปัจจุบันแล้ว และควรเริ่มต้นที่ 128GB แทนรวมทั้ง iOS 13 เองก็ยังมีบั๊กอยู่และต้องรออัปเดทต่อไปและราคารุ่น Pro ที่ยังค่อนข้างสูงแม้จะปรับลงมาบ้างแล้วก็ตาม

คะแนนรีวิว

  • Engadget 90/100
  • The Verge 9/10
  • Cnet 9/10
  • Mobilesyrup 9/10

ที่มา : TomsGuide, Mobilesyrup, express.co.uk, MacRumors, TechCrunch, Mashable, cnet, 9to5mac, The Verge, Engadget

Blognone Jobs Premium