รีวิว HP Elite Dragonfly โน้ตบุ๊กสายธุรกิจที่มอบความหรูหรา และยังมีพอร์ตครบครัน

by BlackMiracle
13 February 2020 - 05:00

เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสายธุรกิจ เรามักนึกถึงโน้ตบุ๊กหน้าตาเชยๆ ที่มีแต่สีดำหรือเงิน (ดูได้จากโน้ตบุ๊กที่บริษัทแจกให้พนักงานใช้) แต่เมื่อไปดูฝั่งคอนซูมเมอร์จะพบว่ามีตัวเลือกหน้าตาเยอะกว่ามาก และหลายรุ่นก็ดูหรูหราสุดๆ เช่น HP Spectre หรือ Dell XPS

แล้วทำไมโน้ตบุ๊กสายธุรกิจจะดูหรูหราบ้างไม่ได้? ซึ่งจริงๆ ก็ต้องบอกว่า “พอจะมี” เช่น Dell Latitude 7400 2-in-1 หรือ HP EliteBook x360 830 G6 ที่เราเคยรีวิวไป แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากนักว่ามีหน้าตาสวยงามเทียบเท่ารุ่นท็อปๆ ของสายคอนซูมเมอร์ อย่างตัว EliteBook x360 นี่ก็มีแต่สีเงินพื้นๆ เท่านั้น

ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2019 HP ได้เปิดตัว HP Elite Dragonfly ที่นำเอาหน้าตาของ HP Spectre x360 มาใช้ แต่วางตำแหน่งเป็นโน้ตบุ๊กสายธุรกิจ (เห็นได้จากการใช้ชื่อ Elite) เรียกได้ว่าลบประเด็นที่โน้ตบุ๊กสายธุรกิจต้องมีหน้าตาเชยๆ ไปจนสิ้น

HP Elite Dragonfly มาพร้อมสีน้ำเงินเข้มที่ HP เรียกว่า Dragonfly Blue ทั้งตัว ตัดกับเส้นสีเงินบริเวณบานพับหน้าจอ วัสดุตัวเครื่องทำจากแมกนีเซียมอัลลอย และเกาะกระแสรักโลกด้วยการใช้พลาสติกรีไซเคิลจากทะเลมาทำเป็นบอดี้ของลำโพง

สำหรับสเปกเครื่องที่ได้รับมารีวิว มีดังนี้

  • ซีพียู Intel Core i7-8565U
  • แรม 16GB 2133MHz (บัดกรีติดบอร์ด อัพเกรดไม่ได้)
  • SSD PCIe NVMe ความจุ 512GB เป็น Samsung PM981 (MZVLB512HAJQ) ซึ่งเป็นรุ่นเทียบเท่า 970 EVO ที่มีวางขายในตลาด
  • หน้าจอ IPS 13.3 นิ้ว ความละเอียด 1920x1080 พิกเซล ความสว่าง 1,000 nits พร้อมฟีเจอร์ Sure View ป้องกันคนแอบมองจอ
  • แบตเตอรี่ขนาด 56.2 Wh
  • รองรับ Nano SIM
  • น้ำหนัก 990 กรัม
  • อะแดปเตอร์ USB Type C ขนาด 65 วัตต์

สำหรับหน้าตาภายนอก ไม่มีอะไรฉูดฉาด การออกแบบเน้นความเรียบง่าย วัสดุเป็นผิวด้าน ส่วนด้านในเป็นจอกระจกขอบบาง สามารถพับหน้าจอไปด้านหลังกลายร่างเป็นแท็บเล็ตได้

ด้านซ้ายมือมีพอร์ต USB แบบปกติ 1 ช่อง, ปุ่มเปิดปิดเครื่องพร้อมไฟสีขาวฝังอยู่ด้านใน, ช่องใส่สายล็อคเครื่อง และถาดใส่ซิม

ด้านขวามือมีพอร์ต USB Type C สองช่อง รองรับ Thunderbolt และการชาร์จไฟมาตรฐาน USB PD ทั้งสองช่อง, รูต่อหูฟัง และพอร์ต HDMI ขนาดเต็ม ซึ่งพอร์ต HDMI นี้ไม่มีในโน้ตบุ๊กสายคอนซูมเมอร์อย่าง HP Spectre x360 ที่มีบอดี้ใกล้เคียงกัน ไม่ต้องพก dongle หรือ hub เพื่อต่อโปรเจคเตอร์หรือทีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้งานเป็นประจำในการทำงาน

มาถึงหน้าจอกันบ้าง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ได้เลย เพราะแม้สเปกหน้าจอจะดูดี เช่นความสว่างสูง แต่มุมมองภาพกลับทำออกมาได้แย่ไม่สมกับเป็นโน้ตบุ๊กระดับพรีเมียม โดยในการใช้งานตามปกติผมพบว่าเพียงแค่ขยับหัวขึ้นลง ก็จะเห็นสีของภาพบนจอเพี้ยนไปแล้ว เช่นเมื่อก้มหัวลงก็จะเห็นภาพบริเวณใกล้ๆ ขอบบนของจอมืดลง หรือหันซ้ายก็จะเห็นสีของภาพบริเวณด้านขวาของจอเพี้ยนไป

เมื่อได้ใช้งานจริงจัง พบว่าปัญหามุมมองของหน้าจอยิ่งน่ารำคาญมากขึ้นไปอีก เพราะด้วยโน้ตบุ๊กรุ่นนี้สามารถพับจอไปด้านหลังได้เพื่อใช้งานแบบแท็บเล็ต มุมมองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเราไม่สามารถเล็งให้มองตรงกลางจอได้ตลอดเหมือนตอนเป็นโน้ตบุ๊ก และอีกประเด็นคือเมื่อพับแล้ววางราบบนโต๊ะเพื่อจะใช้ปากกา ภาพจะเพี้ยนและเห็นจอมืดลงกว่าครึ่งเพราะลักษณะการใช้งานจะต้องมองจอเป็นมุมเฉียงๆ ลงไป

สังเกตว่าภาพหน้าจอมีความสว่างไม่สม่ำเสมอทั่วจอ

ส่วนหน้าจอ Sure View ที่ใช้ป้องกันคนข้างๆ แอบมองหน้าจอนั้น ลองใช้แล้วเหมือนเป็นการลดความสว่างหน้าจอลงมากกว่า เพราะหากนั่งใกล้จริงๆ ก็ยังมองเห็นตัวหนังสือบนหน้าจออยู่ดี เรียกว่าในโหมดปกติมุมมองจอก็ไม่ดีนัก แต่พอตั้งใจเปิด Sure View ก็ไม่ได้ป้องกันการมองได้ 100% อีก ต้องอยู่ไกลๆ หรือเอียงมากๆ จึงจะมองไม่เห็นจอ

เทียบการปิดและเปิด Sure View

ต่อมาเป็นเรื่องของสีสันการแสดงผล ผมคิดว่าหน้าจอของ HP Elite Dragonfly ปรับแต่งสีมาค่อนข้างเยอะ โดยให้สีฉูดฉาด และมีความอมชมพู หากเปิดภาพยนตร์ช่วงที่เป็นโทนอุ่น เช่นใบหน้ามนุษย์ จะรู้สึกว่าภาพสวยกว่าปกติ และผมพบว่าการแสดงผลสีดำนั้นทำออกมาได้ดีมาก สีดำก็ดำสนิท แต่ยังมีอาการแสงรั่วเล็กน้อย ซึ่งเป็นปกติของหน้าจอ IPS

HP Elite Dragonfly (ซ้าย) และ Lenovo ThinkPad X390 Yoga (ขวา)

พูดเรื่องหน้าจอเยอะแล้ว มาดูคีย์บอร์ดกันบ้าง คีย์บอร์ดของ HP Elite Dragonfly ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ปุ่มมีความเด้งในระดับปานกลาง สัมผัสระหว่างการพิมพ์ค่อนข้างโอเค เสียงปุ่มกดเงียบกว่าโน้ตบุ๊กปกติ ส่วนสิ่งที่ไม่ถูกใจคือ HP นำปุ่ม Home/End/Page Up/Page Down ไปรวมไว้กับปุ่มลูกศร และอุทิศปุ่มบริเวณมุมบนขวาให้กลายเป็นปุ่มรับสายและวางสายแทน เพื่อใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ประชุมเช่น Skype

สุดท้ายคือทัชแพด อันนี้ทำได้ดีมาก ตัวผิวทัชแพดเป็นกระจก สัมผัสลื่นใกล้เคียง MacBook ที่มีชื่อเสียงด้านนี้มายาวนาน แถมยังเป็น Precision Touchpad ตามมาตรฐาน Windows สมัยนี้ ก็ใช้งานได้ลื่นไหล เนียน และเป็นธรรมชาติ จะถ่างนิ้วเพื่อซูมก็ไม่มีความรู้สึกฝืด ส่วนขนาดก็กำลังดี สมส่วน ไม่เล็กหรือใหญ่ไป

ลำโพงสเตอริโอที่ปรับแต่งโดย Bang & Olufsen ให้เสียงดังมาก และคุณภาพค่อนข้างดีทีเดียว

กล้องเว็บแคม พร้อมชัตเตอร์ปิดกล้องเพื่อความเป็นส่วนตัว และยังมีอินฟราเรด รองรับ Windows Hello เพื่อการปลดล็อกเครื่องโดยการสแกนหน้า

หากไม่ต้องการปลดล็อกเครื่องด้วยการสแกนใบหน้า ก็ยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้แทนด้วย

เครื่องรีวิวมีปากกามาให้ด้วย (ปกติต้องซื้อแยก) เป็นปากกา HP Active Pen G3 แบบชาร์จไฟได้ผ่านพอร์ต USB Type C ตัวปากกาค่อนข้างเบามาก มีปุ่มด้านข้างสองปุ่ม และตรงท้ายปากกาก็เป็นปุ่มกดได้เหมือนปากกา Surface Pen เพียงแต่ใช้เป็นยางลบไม่ได้ รองรับแรงกด 4096 ระดับ และสามารถเอียงปากกาเพื่อแรเงาได้ โดยในชุดจะมีหัวปากกาสำรองมาให้มากถึง 7 หัว

ในการใช้งานทั่วไป ผมไม่เจอปัญหาน่ารำคาญในแง่ซอฟต์แวร์ ใช้ทำงานหลายชั่วโมงก็ไม่มีปัญหาใดๆ ไม่มีอาการตื่นเองขณะอยู่ในโหมด sleep ขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่องนั้นพอดีกับการพกพาและถือไปมาในออฟฟิศมาก

สำหรับประสิทธิภาพ ผมไม่ได้รัน benchmark ทั้งเครื่อง เพราะอย่างไรกลุ่มเป้าหมายโน้ตบุ๊กประเภทนี้ก็ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพซีพียูมากมายอะไรอยู่แล้ว แต่ความเร็วของ SSD ดูจะมีผลมากกว่า เช่นความเร็วการ sleep และ wake เลยได้ทดสอบประสิทธิภาพของ SSD มาให้ดูกัน ซึ่งผลออกมาก็ไม่ผิดหวัง

ส่วนซอฟต์แวร์ที่บันเดิลมากับเครื่องก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง อันที่น่าจะได้ใช้ประโยชน์มีดังนี้

HP Support Assistant ตั้งชื่อมาไม่สื่อเท่าไหร่ แต่มันคือซอฟต์แวร์ที่ช่วยดูประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่อง เช่น cycle ของแบตเตอรี่, พื้นที่เก็บข้อมูลที่เหลือ, ดูระยะเวลาประกันที่เหลือ และฟีเจอร์สำคัญคือการเช็คว่ามีอัพเดตไดรเวอร์และ BIOS มาใหม่หรือไม่

HP Sure Sense เป็นซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่มี deep learning ทำงานอยู่เบื้องหลัง

HP Sure Start เป็นฟีเจอร์ความปลอดภัยของ HP ที่การันตีว่า BIOS จะไม่ถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระหว่างการบูตเครื่อง (ในรูปยืมมาจากรีวิว HP EliteBook x360 830 G6 ที่มีฟีเจอร์นี้เช่นกัน)

สรุป

HP Elite Dragonfly เป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจที่หน้าตาดีเป็นอันดับต้นๆ ในตลาด มาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อครบครันสำหรับการทำงานแม้บอดี้จะบางเฉียบก็ตาม ไม่ต้องพะวงว่าจะลืม USB-C hub เวลาไปไหนมาไหน ขนาดและน้ำหนักทำมาได้ดีมาก ผู้หญิงพกได้สบายๆ ส่วนประสิทธิภาพก็ใช้งานได้ปกติดีไม่พบปัญหาแปลกๆ อะไร

อย่างไรก็ตามจุดที่น่าผิดหวังคือหน้าจอที่มีมุมมองค่อนข้างแคบ พอมาเจอกับ form factor ที่สามารถกลายร่างเป็นแท็บเล็ตได้ยิ่งทำให้จุดอ่อนนี้สำคัญมากขึ้นอีก คำแนะนำคือหากใครสนใจซื้อไปใช้งานควรไปลองเครื่องจริงก่อนว่ารับได้กับมุมมองหน้าจอหรือไม่

สำหรับราคา รุ่นที่รีวิวนี้บนเว็บ HP Online Store ขายอยู่ที่ 61,390 บาท แต่ ณ วันที่ลงบทความนี้มีโปรโมชันวันวาเลนไทน์ลด 5% เหลือ 58,290 บาท

รูปภาพทั้งหมดโดย Blognone

Blognone Jobs Premium