หลังจากที่ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Surface Pro 3 พร้อมกับปากกาแบบใหม่นามว่า Surface Pen โดยเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีจากทาง N-trig แทน จากเดิมที่ Surface Pro และ Pro 2 นั้นใช้เทคโนโลยีจาก Wacom โดยที่เจ้าของใหม่ชิ้นนี้ไม่เพียงแต่รองรับระดับแรงกดได้น้อยลงเหลือ ๒๕๖ ระดับ จากที่รุ่นพี่เคยทำไว้ ๑,๐๒๔ ระดับ แต่ยังต้องใช้ถ่านทั้งหมดถึง ๓ ก้อนด้วยกัน (ขนาด AAAA ๑ ก้อน และถ่านกระดุมอีก ๒ ก้อน) ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า "ไมโครซอฟท์เปลี่ยนทำไม"
มีคนถามถึงเรื่องนี้ในช่วงที่ไมโครซอฟท์เปิดช่วงถาม-ตอบเกี่ยวกับ Surface Pro 3 บน Reddit ซึ่งทางไมโครซอฟท์ได้เรียบเรียงคำตอบออกมาให้คำถามนี้ถึง ๒,๖๐๐ คำ! ผมเห็นว่ามีเรื่องน่าสนใจหลายส่วนจึงวิเคราะห์และนำมาเรียบเรียงใหม่อีกต่อหนึ่งหลังจากที่ไปสรุปแบบเบียดเบียนบนข่าวคนอื่นไว้เสียเยอะ
ก่อนที่จะเริ่มการเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียระหว่างของเก่า Surface Pro Pen ที่ใช้เทคโนโลยีจาก Wacom กับของใหม่ Surface Pen ที่ใช้เทคโนโลยีจาก N-trig เรามาทำความรู้จักกับปากกาเขียนหน้าจอ (pen digitizer) แบบต่างๆ กันก่อน ปัจจุบันเราสามารถแบ่งออกเป็นสามประเภทหลักๆ ตามนี้
ภาพ Surface Pro Pen ที่เป็นปากกาแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (คลิกดูภาพใหญ่)
ภาพ Wacom Bamboo Stylus ปากกาแบบ passive (คลิกดูภาพใหญ่)
และ Adonit Jot ปากกาแบบ passive อีกตัวหนึ่ง
ภาพ Surface Pen
ต่อจากนี้เป็นการสรุปเหตุผลหลักๆ ที่ไมโครซอฟท์ให้มา ว่าทำไมจึงเลือก N-trig
อย่างแรกคือเรื่องความแม่นยำ การที่จะทำให้แบบแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ดีทั่วหน้าจอรวมถึงบริเวณมุมจอนั้นทำให้ต้องใส่แผงสัญญาณให้ใหญ่กว่าขนาดหน้าจอจริงออกไปอีก การที่จะทำให้แบบแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานได้เที่ยงตรงนั้นต้องอาศัยการปรับเทียบอย่างดีจากผู้ผลิต ไม่เพียงเท่านั้น แบบแม่เหล็กไฟฟ้ายังอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก หากมีอุปกรณ์ที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งวัตถุที่เป็นโลหะอยู่ด้านหน้าแผงสัญญาณจะทำให้ความแม่นยำลดต่ำลงอย่างมาก ขณะที่แบบ active ของ N-trig นั้น ไมโครซอฟท์บอกว่าได้มีการทำการปรับแต่ง Surface Pen เป็นอย่างดีจนมีความแม่นยำในด้านตำแหน่งกว่าแบบแม่เหล็กไฟฟ้า และยังแม่นยำเสมอตลอดพื้นที่ใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องปรับเทียบและไม่ถูกรบกวนจากสภาพแวดล้อม ส่งผลให้สามารถลากเส้นตรงได้ตรงกว่าเมื่อเทียบกับแบบแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงไม่มีปัญหากับบริเวณขอบและมุมจอที่มักเกิดกับแบบแม่เหล็กไฟฟ้า
ต่อมาคือเรื่องของตัววัดมุมปากกาที่ Surface Pen นั้นไม่มี แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ปากกาแบบ active ส่วนมากไม่สามารถใส่ความสามารถนี้มาด้วยได้ แต่ก็ไม่ส่งผลในการใช้งานทั่วไปมากนัก เพราะระยะระหว่างหัวปากกาต่อตัวตรวจจับตำแหน่ง (นั่นก็คือระบบสัมผัสหน้าจอที่อยู่ใต้กระจกหน้า ซึ่งระยะนี้คือตัวที่ทำให้เกิด electronic parallax) ห่างกันเพียง ๐.๗๕ มม. ขณะที่ปากกาแบบแม่เหล็กไฟฟ้าของ Wacom นั้นต้องวัดจากตัวรับ/ส่งสัญญาณที่อยู่ลึกเข้าไปในตัวด้ามไปถึงแผงสัญญาณที่อยู่ด้านหลังจอแสดงผลไปอีก ซึ่งเป็นระยะค่อนข้างห่างพอสมควร การจะรู้ได้ว่าหัวปากกานั้นจริงๆ แล้วแตะอยู่ที่ส่วนใดของหน้าจอจึงบีบให้ต้องมีการวัดมุมของปากกาต่อหน้าจอประกอบด้วย แบบแม่เหล็กไฟฟ้าจึงได้ระบบวัดมุมปากกามาเป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีข้อได้เปรียบนี้ แต่เจ้าของเทคโนโลยีอย่าง Wacom กลับไม่ยอมให้อุปกรณ์ของผู้ผลิตอื่นอย่าง Surface Pro และ Pro 2 นำค่าความเอียงของปากกานี้ไปใช้งาน ดังนั้นไม่ว่าไมโครซอฟท์จะเลือก Wacom หรือ N-trig ก็จะไม่มีความสามารถนี้ให้ใช้งานอยู่ดี
ถัดมาอีกเป็นเรื่องของวัสดุ เนื่องจากปากกาแบบแม่เหล็กไฟฟ้าของ Wacom นั้นถูกรบกวนได้ง่ายมากโดยสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวไปก่อนหน้า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวปากกาแบบแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถทำตัวด้ามเป็นโลหะได้ และมักจะมีน้ำหนักเบามากจนบางครั้งถึงกับจับได้ไม่ถนัดมือ ขณะที่ระบบของ N-trig ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้และเลือกใช้วัสดุได้ค่อนข้างอิสระ สามารถทำตัวด้ามเป็นโลหะได้ และเลือกวัสดุเพื่อปรับน้ำหนักให้ความรู้สึกเหมือนปากกาจริงได้มากกว่า
และเนื่องจากไม่ต้องกังวลกับการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า, โลหะ หรือแม่เหล็ก ทำให้ไมโครซอฟท์สามารถออกแบบให้พับคีย์บอร์ดขึ้นมายึดกับพื้นที่ข้างหน้าจอด้วยแรงแม่เหล็ก ทำให้คีย์บอร์ดชันขึ้นมาและยึดแท็บเล็ตได้มั่นคงขึ้นอีก
อีกหนึ่งส่วนที่ไม่เกี่ยวกับตัวปากกาคือ การเลือกใช้ระบบปากกาของ N-trig นั้นส่งผลให้ทำตัวเครื่องได้เบากว่าและบางกว่า เนื่องจากไม่ต้องวางแผงสัญญาณของแบบแม่เหล็กไฟฟ้าที่ต้องมีขนาดใหญ่กว่าขนาดหน้าจอลงไปอีก (ระบบของ N-trig มีแผงรับสัญญาณแบบรวมกับระบบหน้าจอสัมผัสเลย ไม่ต้องแยกสองชุด และบางมากเมื่อเทียบกับระบบแม่เหล็กไฟฟ้าของ Wacom)
ประเด็นที่อาจมีหลายคนกังวลคือความเข้ากันได้กับโปรแกรมต่างๆ ไมโครซอฟท์ชี้แจงว่า N-trig เองก็มีไดรเวอร์ WinTab ให้ดาวน์โหลดมาติดตั้งได้เช่นเดียวกับของ Wacom ทำให้ทำงานกับโปรแกรมที่ทำงานกับ Wacom ได้ปกติ
ข้อเสียอีกอย่างของระบบจาก N-trig คือความล่าช้าของเคอร์เซอร์ (ที่เรียกกันว่า cursor lag) เกิดจากเวลาที่เอาปากกาชี้หน้าจอโดยไม่สัมผัสแล้วเคอร์เซอร์จะเคลื่อนไหวช้ากว่าปากกา ซึ่ง Wacom ไม่มีปัญหาตรงนี้ (Wacom ใช้ระบบเดียวกันในการระบุพิกัดทั้งเวลาสัมผัสหน้าจอและไม่สัมผัสหน้าจอ)
คนที่ใช้งาน Wacom มาก่อนมักจะวาด/เขียนโดยการมองเคอร์เซอร์เนื่องจากปัญหาความไม่แม่นยำของตัวระบบเอง ทำให้เคอร์เซอร์ไม่ตรงกับหัวปากกา เมื่อมาใช้ N-trig อาจจะขัดใจที่ต้องรอจนเคอร์เซอร์มาหยุดนิ่งก่อนจึงจะจิ้มปากกาลงไป แต่ในความเป็นจริงแล้วตรงนี้ไม่จำเป็นนัก เพราะความแม่นยำของระบบ N-trig จะทำให้เราไม่จำเป็นต้องมองเคอร์เซอร์ขณะวาด และมั่นใจได้ว่าลายเส้นจะออกมาตรงกับหัวปากกาที่เราจิ้มลงไปนั่นเอง
ส่วนปัญหาว่าล่าช้าขนาดไหนในการใช้งานจริง (เพราะการใช้งานบางอย่างเราต้องเอาเคอร์เซอร์ไปชี้โดยไม่กด เช่น หน้าเว็บไซต์บางแห่ง หรือเวลาต้องการดู tooltip ของปุ่มบางปุ่ม) ตรงนี้คงต้องทดสอบเองครับ
สุดท้าย มาที่ประเด็นที่เป็นกระแสหลัก นั่นคือตัววัดระดับแรงกด ที่ Surface Pen รองรับเพียง ๒๕๖ ระดับ จากที่เดิม Surface Pro Pen เคยรองรับถึง ๑,๐๒๔ ระดับ
ไมโครซอฟท์ชี้แจงว่าของเก่าอย่าง Surface Pro Pen นั้น แบ่งค่าแรงกดตั้งแต่ ๑๐ กรัมไปจนถึง ๕๐๐ กรัมออกเป็น ๑,๐๒๔ ระดับแบบเชิงเส้น ส่งผลให้แต่ละระดับนั้นต่างกันเพียงประมาณ ๐.๔ กรัมเท่านั้น
ส่วนของใหม่อย่าง Surface Pen นั้น แม้จะรองรับเพียง ๒๕๖ ระดับ แต่เกิดจากการแบ่งค่าแรงกด ๑๐ กรัมจนถึง ๔๐๐ กรัมออกเป็นระดับต่างๆ โดยไม่เป็นเชิงเส้น และอธิบายเพิ่มเติมว่าการควบคุมการออกแรงของมนุษย์นั้นไม่เป็นเชิงเส้นเช่นกัน
ตรงนี้ไมโครซอฟท์พยายามอธิบายว่าคนเราไม่สามารถควบคุมแรงแค่ ๐.๔ กรัมได้ตลอดทั้งช่วง โดยที่คนเราจะควบคุมแรงได้ดีกว่าที่ช่วงการกดหนัก และควบคุมได้แย่กว่าเมื่อแตะเบาๆ ทำให้ Surface Pen นั้นสามารถปรับระดับอย่างหยาบๆ ได้สำหรับช่วงแรงกดน้อย และปรับระดับโดยละเอียดเมื่อแรงกดมาก ด้วยการทำแบบนี้จะทำให้ไมโครซอฟท์ลดปริมาณข้อมูลลงได้ถึง ๒๐% จาก ๑,๐๒๔ ระดับที่ต้องอาศัยข้อมูล ๑๐ บิต ลงมาเหลือ ๒๕๖ ระดับที่มีข้อมูลเพียง ๘ บิต (พอดีกับช่องข้อมูลขนาด ๑ ไบต์) ทำให้ส่งข้อมูลได้เร็วกว่า ส่งผลไปถึงทำให้การตอบสนองภาพบนหน้าจอทำได้รวดเร็วกว่า
เผื่อใครงงเรื่องการแบ่งระดับแบบไม่เป็นเชิงเส้น ย่อหน้านี้ผมยกตัวอย่างเองเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้นครับ ไม่เกี่ยวข้องกับไมโครซอฟท์ ในช่วงแรกๆ ที่แรงกดน้อยนั้น อาจจะให้มีช่วง ๓-๕ กรัมต่อหนึ่งระดับ และในช่วงท้ายๆ เมื่อออกแรงกดมากๆ อาจทำให้ละเอียดถึง ๐.๔ กรัมต่อหนึ่งระดับตามแบบของเก่าก็ได้ [อัพเดต ๑] โดยสามารถดูภาพกราฟเปรียบเทียบปากกาแบบเก่าและแบบใหม่ได้ที่คอมเมนต์ของคุณ originalBlueSin ครับ (ไม่ตรงกับความจริงนักแต่ก็ช่วยให้เห็นภาพได้) [จบอัพเดต ๑]
แรง ๐.๔ กรัมนี่ละเอียดขนาดไหน น้อยขนาดไหน ทำไมไมโครซอฟท์จึงคิดว่ามองข้ามได้สำหรับบางช่วง ดูได้จากตัวปากกาเริ่มวัดแรงกดได้ที่ ๑๐ กรัมครับ การที่เราเขียนบนหน้าจอได้ด้วยเส้นบางที่สุดนั่นคือเราใช้แรง ๑๐ กรัมทำให้ปากการายงานค่าที่ระดับ ๑ หากเราออกแรงมากกว่านั้นเป็นเท่าตัว (ซึ่งก็คืออีกแค่นิดเดียวเมื่อเทียบกับแรงตั้งต้น) หรือ ๒๐ กรัม จะทำให้ปากการายงานค่าไปที่ระดับ ๒๐ กว่า โดยที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมการออกแรงกดปากกาในช่วง ๑๐ กรัมนี้ (คือช่วงที่ออกแรงกด ๑๐-๒๐ กรัม) ได้ถึง ๒๐ ระดับ ไมโครซอฟท์จึงเรียกข้อมูลช่วงนี้ว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์นักและมองข้ามมันไป
[อัพเดต ๕] นอกจากนี้ทางไมโครซอฟท์ยังเตรียมที่จะปล่อยซอฟท์แวร์สำหรับปรับแต่งการแบ่งระดับนี้ให้ผู้ใช้สามารถปรับเองได้ผ่านทาง Windows Update ทำให้ทราบว่าจริงๆ แล้วตัวปากกาของ N-trig นั้นสามารถวัดแรงได้ละเอียดไม่แพ้ของ Wacom แต่เลือกที่จะส่งข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาเพียง ๒๕๖ ระดับเท่านั้น (หรือมองอีกด้าน ระบบของ N-trig ที่ใช้แผงรับสัญญาณอาจจะไม่สามารถส่งข้อมูลมากกว่า ๘ บิตได้ก็เป็นได้) [จบอัพเดต ๕]
จากข้อมูลที่ได้มา ผมสรุปเอาเองโดยไม่เคยสัมผัสของจริงว่า Surface Pen นี้น่าจะเหมาะกับการเขียนทั่วไปมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองที่ดีขึ้น น้ำหนักที่เหมาะสมขึ้น รวมไปถึงการใช้วัสดุที่ดีขึ้น ให้สัมผัสที่ดีกว่าเดิม
แต่สำหรับงานวาดเขียน ปากกาจาก Wacom ยังมีข้อได้เปรียบจากหลายส่วน เช่น การรายงานแรงกดได้ละเอียดกว่า และที่สำคัญคือการจับองศาการเอียงของปากกาที่มีประโยชน์กับเครื่องมือบางอย่างโดยเฉพาะ
และที่สำคัญ ข้อเสียที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ Surface Pen ต้องใช้แบตเตอรี่ถึงสามก้อน
ความเห็นผู้เขียน - ทั้งที่ตอนแรกก็ไม่ซีเรียสเรื่องปากกานี้อยู่แล้ว แต่พอเข้าใจเรื่องราวนี้ก็ทำเอาความอยากได้พุ่งขึ้นไปอีก เหลือรอลองจับเครื่องจริงกับรอดูการ์ดจอที่จะมาต่อเข้ากับพอร์ต Light Peak ที่ภาวนาให้มากับ dock อย่างเป็นทางการ
[อัพเดต ๒] ปิดท้ายด้วยคลิปวิดีโอทดสอบ Surface Pen ที่คุณ originalBlueSin หามาให้ครับ ในคลิปนี้แสดงจุดเด่นของ Surface Pen ได้ดีพอสมควร เริ่มจากการใช้ปุ่มกดระยะไกลที่ปากกาแบบแม่เหล็กไฟฟ้าไร้สายไร้แบตเตอรี่ทำไม่ได้ในตอนนี้ การไล่ระดับแรงกด ความแม่นยำของปากกาที่ระบุว่า "เหมือนหมึกไหลออกมาจากปลายปากกาจริงๆ" (ผมเคยใช้ปากกาแบบแม่เหล็กไฟฟ้ามาก่อนหน้านี้โดยไม่ทราบว่าเป็นของเจ้าไหน ที่บางพื้นที่บนหน้าจอมันจะไม่ตรงกับหัวปากกาครับ) และยังทำให้เห็นอีกว่า ปากกาใช้ชี้ได้โดยปลายปากกายังไม่สัมผัสกับหน้าจอ (ซึ่งผมยังไม่ทราบว่าทำได้ด้วยวิธีไหน อย่างไร) ความเร็วในการตอบสนองที่ไม่เร็วขนาดลากปุ๊บติดปั๊บแบบลากดินสอบนกระดาษจริง แต่ถือว่ารวดเร็วในระดับนึงแล้ว การเขียนตัวหนังสือที่ผมเห็นว่าดูดีกว่าปากกาแบบ active ด้วยกันอย่าง Adonit Jot Script มาก และการใช้ปุ่มกดด้านข้างในการเปลี่ยนเป็นยางลบที่น่าจะเร็วกว่าการกลับด้านปากกา
ถัดมาที่การวาดภาพที่ผมต้องขอชี้แจงด้วยครับว่าที่ลายเส้นและการลงสีหยาบถึงขนาดนั้น เป็นเพราะแอพ Fresh Paint ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นครับ แนะนำให้ดาวน์โหลดแอพนี้มาลองใช้ดูก่อนแล้วจะเข้าใจว่าทำไมภาพจึงออกมาเป็นแบบนั้น
[อัพเดต ๓] บทความน่าสนใจที่แนะนำให้อ่านต่อ
[อัพเดต ๔] เพิ่มเติมเกี่ยวกับอายุแบตเตอรี่ของปากกา N-trig ครับ โดยรุ่นที่นำมาอ้างอิงเป็น VAIO Duo 11 Pen ที่โซนี่นำไปใช้ ตัวนี้ใช้แบตเตอรี่ขนาด AAAA จำนวนสองก้อน อยู่ได้นาน ๑๘ เดือน
ทางฝั่ง Surface Pen นั้นแบ่งแบตเตอรี่ออกเป็นสองชุดครับ ชุดแรกคือถ่านขนาด AAAA จำนวนหนึ่งก้อนที่ใช้เลี้ยงระบบปากกาของ N-trig และอีกชุดคือถ่านกระดุมเบอร์ 319 จำนวนสองก้อนที่เลี้ยงระบบปุ่มกดด้านท้ายที่เป็น Bluetooth LE ครับ
ในส่วนถ่านกระดุม เมื่อเทียบกับอุปกรณ์จำพวกเดียวกันอย่างพวกอุปกรณ์วัดการเต้นหัวใจหรือ Nokia Treasure Tag แล้ว ประเมินได้ว่าจะอยู่ได้ราวครึ่งปีครับ
ส่วนถ่านขนาด AAAA นั้น ผมเทียบเอาคร่าวๆ เผื่อขาดกับปากกาของโซนี่แล้ว Surface Pen ที่ใช้ AAAA ก้อนเดียวนั้นควรอยู่ได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งปีเช่นกัน ซึ่งถ้าปากกานี้เปลี่ยนถ่านชุดนึงอยู่ได้ครึ่งปีจริงผมถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยอมรับได้ครับ