รีวิว Samsung Galaxy S6 edge+ รุ่นขยายใหญ่ของสมาร์ทโฟนยอดนิยมแห่งปี 2015

by advertorial
9 October 2015 - 19:59

ถ้าพูดถึงตลาดสมาร์ทโฟนช่วงต้นปี 2015 หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมพอสมควรในตลาดคงจะหลีกเลี่ยง Samsung Galaxy S6 และ Samsung Galaxy S6 edge ไม่ได้ แต่ในเมื่อสิ่งที่มีอยู่กลับตอบโจทย์ลูกค้าได้ไม่ดีพอ การออกรุ่นเสริมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายๆ ผู้ผลิตได้นำมาเลือกใช้กัน ซึ่งซัมซุงเองก็ได้เลือกใช้แนวทางนี้ในการออกรุ่นเสริมของ Samsung Galaxy S6 เพิ่มอีกหนึ่งรุ่น และนั่นก็คือ Samsung Galaxy S6 edge+ ที่เปิดตัวไปพร้อมๆ กับ Samsung Galaxy Note 5 เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั่นเอง

การมาของ Samsung Galaxy S6 edge+ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าซัมซุงต้องการบุกตลาดสมาร์ทโฟนจอใหญ่อย่างต่อเนื่อง (ไม่นับ Galaxy Note 5 ที่ซัมซุงจัดอยู่ในหมวด Phablet) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็มี Samsung Galaxy Mega หรือ Samsung Galaxy A8 ที่เป็นรุ่นสำหรับตลาดกลางออกมาทำตลาดบ้าง แต่สำหรับครั้งนี้ เป็นการนำโมเดลตัวเรือธงมาตลาดกลุ่มจอใหญ่ และแยกตลาดออกจาก Samsung Galaxy Note 5 โดยชัดเจนกันเลยทีเดียว

สำหรับสเปคของ Samsung Galaxy S6 edge+ นั้น เรียกได้แรงพอๆ กับ Samsung Galaxy Note 5 กันเลยทีเดียว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

  • หน่วยประมวลผล Exynos 7420 แบบ Octa-core (2.1 GHz + 1.5 GHz) 64 บิต
  • รัน Android 5.1 Lollipop พร้อมรองรับการอัปเกรดเป็น Android 6.0 Marshmellow ในอนาคต
  • หน่วยความจำภายใน 32 GB , แรม LPDDR4 4GB
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซลแบบ ISOCELL พร้อมรูรับแสงที่ f/1.9, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงที่ f/1.9
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh รองรับ Fast Charge และมาตรฐานชาร์จไร้สาย WPC และ PMA

เกริ่นมาพอสมควร ทีนี้เราลองมาดูตัวเครื่องจริงกันดีกว่าครับ

รูปลักษณ์และลักษณะภายนอก

สำหรับตัวเครื่อง ก็ยังคงมีเส้นสายการออกแบบที่เหมือนกับ Samsung Galaxy S6 edge รุ่นเดิมอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทั้งตำแหน่งการวางองค์ประกอบหลักๆ รวมถึงลักษณะของจอภาพที่เป็นแบบโค้งข้างทั้งสองด้านด้วย

ด้านบนของจอภาพจะเป็นที่อยู่ของลำโพง ไฟแจ้งเตือน เซ็นเซอร์รับแสง และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล

ด้านล่างของจอภาพก็จะเป็นปุ่ม Home พร้อมตัวอ่านลายนิ้วมือ และมีปุ่ม Recent Apps และ Back เป็นแบบสัมผัส ซึ่งจะมีไฟติดขึ้นมาเมื่อสัมผัสไปที่ปุ่ม

หน้าจอของ Galaxy S6 edge+ ยังคงเหมือนกับรุ่นแรก แต่มีขนาดใหญ่ขึ้น กล่าวคือตัวจอมีความใหญ่ 5.7 นิ้ว บนความละเอียด QHD เท่าเดิม และตัวหน้าจอยังเป็นแบบ Super Amoled+ ให้สภาพสีที่สดใส และหน้าจอสว่างพอที่จะสามารถใช้งานกลางแจ้งได้สบายๆ

พลิกมาดูด้านข้างตัวเครื่อง ก็ยังคงวางตำแหน่งของปุ่มและพอร์ตต่างๆ เหมือนกับรุ่นเดิมเปี๊ยบ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มปรับเสียงที่อยู่ด้านซ้าย ปุ่ม Power อยู่ด้านขวา ด้านบนเป็นถาดใส่ซิม (ใช้ Nano SIM) และไมโครโฟนตัวที่สอง ด้านล่างเป็นพอร์ตหูฟัง ไมโครโฟนหลัก พอร์ต Micro USB และลำโพงหลัก

ด้านหลังตัวเครื่องก็ยังคงเป็นกระจกอย่างดี เป็นที่อยู่ของกล้องหลัก 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์อ่านอัตราการเต้นของหัวใจ

ซอฟต์แวร์

ในส่วนของซอฟต์แวร์ก็ยังคงเหมือนกับ Samsung Galaxy S6 หรือ Samsung Galaxy Note 5 อย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่เปลี่ยนมารันบน Android 5.1 แทน แล้วครอบทับด้วย TouchWiz UX เวอร์ชันเดียวกับ Galaxy S6

สิ่งที่แตกต่างจาก Galaxy S6 edge รุ่นแรก คือ Galaxy S6 edge+ จะเพิ่มความสามารถในการหมุด Apps ไว้ที่ edge ได้ด้วย (ซัมซุงเรียกว่า Apps edge) นอกเหนือจากความสามารถในการหมุดรายชื่อผู้ติดต่อไว้ที่ edge screen

ในส่วนอื่นๆ ของซอฟต์แวร์นั้น แทบไม่ต่างจากรุ่นเดิมมากนัก สามารถอ่านรีวิว Galaxy S6/Galaxy S6 edge ประกอบได้ครับ

กล้อง

เป็นอีกครั้งที่ซัมซุงเน้นกล้องหนักพอสมควร ด้วยคุณสมบัติการถ่ายภาพที่ดีกว่า Galaxy S6 เพิ่มมากขึ้น ทั้งชัตเตอร์สปีดที่ไวขึ้น ISO ที่กว้างขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการรองรับการถ่ายภาพแบบ RAW และเพิ่มลูกเล่นต่างๆ ในส่วนซอฟต์แวร์เข้ามามากมาย

สำหรับภาพที่ได้นั้นเรียกว่าดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมพอสมควร ผมลองถ่ายในโหมด Pro และปรับค่าต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังต่อไปนี้ครับ

สรุป

หลังจากใช้งานมาสัปดาห์กว่าๆ Samsung Galaxy S6 edge+ ก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจพอสมควรในช่วงปลายปี ตอบโจทย์การใช้งานทั้งกล้อง และการใช้งานทั่วๆ ไป รวมถึงสเปคทางเทคนิคที่ให้มาแบบเหมาะสม เรียกได้ว่าลงตัวแทบทุกส่วน

แต่จะไม่สมส่วนเพียงอย่างเดียว คือราคาจำหน่ายที่แพงกว่า Galaxy Note 5 ที่มีสเปคทางเทคนิคเท่ากัน แถมมีลูกเล่นดีกว่าในบางจุด และความคุ้มค่าต่อราคาที่ซัมซุงไม่เลือกรุ่น 64 GB เข้ามาทำตลาด แต่ถ้ามองในมุมมองของตลาดสมาร์ทโฟนแล้ว ราคา 26,900 บาท เรียกได้ว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างเหมาะสม และไม่แพงจนเกินไปด้วยนั่นเองครับ

ใครที่สนใจ สามารถหาซื้อ Samsung Galaxy S6 edge+ ได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายของซัมซุงทั่วประเทศ และสามารถรับสิทธิ์พิเศษจากเครือข่ายที่ร่วมรายการเพิ่มเติมได้อีกด้วยครับ

Blognone Jobs Premium